พฤหัส. เม.ย. 2nd, 2026

3 ประเด็นสำคัญ ตู้ “คอนเทนเนอร์” และการขนส่ง

ตู้ "คอนเทนเนอร์" การขนส่งสินค้าทางเรือ สู่ เเลนด์บริดจ์
ตู้คอนเทนเนอร์ นับว่ามีบทบาทต่อการขนส่งทางเรือเป็นอย่างยิ่ง โดยจะเห็นได้จากผลการศึกษาจากหลาย ๆ ส่วน รวมถึงนโยบายใหม่ล่าสุด (2023) “เเลนด์บริดจ์”

ตู้ “คอนเทนเนอร์”

เชื่อกันว่า การขนส่งสินค้าและสิ่งของทางระบบขนส่งทางน้ำ หรือทางเรือ โดยใช้ “ตู้คอนเทนเนอร์” ในทางการค้าในสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นในวันที่ 26 เมษายน 1956 โดยหนังสือพิมพ์ New York Times ได้ รายงานว่า เรือ SS Ideal X ที่ดัดแปลงมาจากเรือบรรทุกน้ำมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 2  ได้ถูกดัดแปลงให้เป็นเรือสำหรับขนส่งทางการค้า ออกเดินเรือจากท่าเรือในนิวยอร์ก ถึงเทียบท่าที่ท่าเรือฮุสตัน ในเท็กซัส  ใช้เวลาเดินทาง 5 วัน เรือลำนี้บรรทุก “Trailer Vans” ซึ่งในภายหลังเรียกว่า “คอนเทนเนอร์” จำนวนถึง 58 ตู้ไปด้วย

1. การขนส่งด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร์ การขนส่งทางน้ำ

ตู้ “คอนเทนเนอร์” นับเป็นหัวใจสำคัญของวงการโลจิสติกส์ของโลก ในปัจจุบัน เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์ เป็นสิ่งที่จำเป็นในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทางเรือ เนื่องจากมีโครงสร้างตู้ที่แข็งแรง ป้องกันสินค้าได้ดี และ มีความปลอดภัยสูง โดยผู้ประกอบการสามารถควบคุมต้นทุนในการขนส่งได้ เนื่องจากมีขนาด และ ราคาขนส่งที่ชัดเจน แน่นอน  อีกทั้งสามารถขนส่งได้หลากหลายช่องทาง ทั้ง ขนส่งทางเรือ  ขนส่งทางราง และ ขนส่งทางอากาศ  รวมถึงการขนส่งด้วยรถบรรทุก อีกด้วย  การขนส่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการขนส่งตู้ทางเรือ เนื่องจากมีค่าขนส่งถูก และ สามารถขนส่งสินค้าได้จำนวนมาก

     เอกสารวิชาการ

ดังจะเห็นได้จากเอกสารวิชาการของ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. “การขนส่งทางเรือด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร” ซึ่งได้กล่าวว่า การขนส่งด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร์ การขนส่งทางทะเล จัดเป็นการขนส่งที่มีความสำคัญที่สุด และใช้มากที่สุดด้วย เมื่อเทียบกับรูปแบบการขนส่งอื่น ๆ เนื่องจากมีต้นทุนการขนส่งที่ต่ำ และสามารถขนส่งสินค้าได้คราวละมาก ๆ  โดยรูปแบบการขนส่งทางทะเลในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร์ (Container Box โดยสินค้าที่จะขนส่งจะต้องมีการนำมาบรรจุตู้ (Stuffing) และมีการขนย้ายตู้ขึ้นไว้ บนเรือ Container Ship ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษ สำหรับใช้ในการขนส่งสินค้าด้วย “ตู้คอนเทนเนอร์”

การขนส่งด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร์ (Container Box โดยสินค้าที่จะขนส่งจะต้องมีการนำมาบรรจุตู้ (Stuffing) และมีการขนย้ายตู้ขึ้นไว้ บนเรือ Container Ship ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษ 

การขนย้ายตู้ขึ้นไว้ บนเรือ Container Ship ซึ่งออกแบบมาเป็น พิเศษ สำหรับใช้ในการขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์

     หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางน้ำ

หน่วยงานรัฐ ที่มีบทบาทอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการขนส่งทางน้ำ คือ กรมเจ้าท่า ที่มีภาระหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริมระบบขนส่งทางน้ำ ซึ่งได้จัดทำแผนปฏิบัติราชการ สอดคล้องกับนโยบาย และยุทธศาสตร์การบริหารประเทศของ รัฐบาล  โดยมีแผนในการพัฒนาและบริหารระบบขนส่งทางน้ำของประเทศ ให้มีความก้าวหน้า สามารถขับเคลื่อน และ ผลักดัน เศรษฐกิจ การค้า การบริการ และ การลงทุน ของประเทศให้บรรลุเป้าหมายของรัฐบาลได้ โดยที่ผ่านมา มีแนวทางการพัฒนา ได้แก่

  1. การพัฒนาระบบการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพ เท่าเทียม และ เป็นธรรม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ ระบบโลจิสติกส์
  2. ผลักดันการพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่การขนส่งในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีต้นทุนการขนส่งต่อหน่วยต่ำ
  3. ใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และ ระบบบริหารจัดการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ที่เชื่อมการขนส่งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ในลักษณะบูรณาการทั้งภายในประเทศ และ ต่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และ มาตรฐานการขนส่ง สินค้าสู่สากล ทั้งด้านความ รวดเร็ว ความ ปลอดภัย ความตรงต่อเวลา และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค
  4. พัฒนา ระบบบริหารจัดการรวบรวม และ กระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุนระบบลอจิสติกส์ของประเทศในภาพรวม

เเลนด์บริดจ์ (LandBridge) เป็นโครงการก่อสร้างท่าเรือนํ้าลึก 2 ฝั่งทะเล คือ ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย ในจังหวัดชุมพร เเละ ท่าเรือนํ้าลึกฝั่งอันดามัน จังหวัดระนอง

เเลนด์บริดจ์ (LandBridge) โครงการก่อสร้างท่าเรือนํ้าลึก 2 ฝั่งทะเล ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทยจังหวัดชุมพร เเละ ท่าเรือนํ้าลึกฝั่งอันดามัน จังหวัดระนอง

2. นโยบายปัจจุบัน (2023) ที่กระทบตู้ “คอนเทนเนอร์”

จะด้วยจากการพัฒนาของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาด้านธุรกิจ หรือประเด็นทางการเมือง หรือจะเป็น “เทรนด์” ของโลก ก็ตาม  ได้ส่งผลให้ปัจจุบัน (2023) รัฐบาลไทยได้สนับสนุน โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย – อันดามัน (ชุมพร – ระนอง)

ซึ่งได้มีการศึกษาการพัฒนา จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1. การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน คือ ท่าเรือน้ำลึกระนองและท่าเรือน้ำลึกชุมพร 2. การพัฒนาทางหลวงและมอเตอร์เวย์เชื่อมระหว่าง จ.ระนอง และ จ.ชุมพร และ 3. การพัฒนารถไฟทางคู่สายใหม่เชื่อมระหว่าง จ.ระนอง และ จ.ชุมพร คาดว่าใช้งบลงทุนประมาณ 1,194,307 ล้านบาท

ซึ่งหากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะลดเวลาการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศที่มีเส้นทางจากจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม ผ่านอ่าวไทยไปอันดามัน เข้าสู่เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ได้ประมาณ 2 วันครึ่ง เมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา (เดิม) ซึ่งระยะเวลาเพียงเท่านี้ที่ลดลง แต่กลับเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการฯ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษารูปแบบโมเดลพัฒนาการลงทุน (Business Development Model) และจัดทำเอกสารควบคู่กับรายงงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าการศึกษาทั้งโครงการฯจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2567 จากนั้นจะหาผู้รับจ้างในรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) เพื่อเริ่มก่อสร้างโครงการในปี 2568 และเปิดให้บริการได้ในปี 2573

ทั้งนี้เว็บไซต์ https://thailandbridge.com  ได้เผยแพร่ รายงานฉบับสมบรูณ์ (Final Report) โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทย  ซึ่ง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้มอบหมายให้ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย (2565) ซึ่งได้เก็บข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ผลดี ผลเสีย ผลกระทบต่าง ๆ ไว้หลากหลายประการ ซึ่งสามารถศึกษาได้จาก บทสรุปผู้บริหารฯ ได้  โดยรายงานดังกล่าว ได้นำเสนอทางเลือกไว้ 4 ทางเลือก คือ

  1. กรณีที่ไม่มีโครงการ (Without-Project Situation) คือพัฒนากันไปตามปกติ
  2. กรณีมีโครงการสะพานเศรษฐกิจ (Land bridge) เชื่อมระหว่างชุมพร-ระนอง
  3. กรณีมีโครงการคลองไทย (Artificial Waterway)
  4. กรณีมีโครงการทวาย (GMS Southern Economic Corridor)

ปริมาณเรือขนส่งสินค้าทางทะเล จะเพิ่มมากขึ้น รวมถึงตู้คอนเทนเนอร์จะมากขึ้นด้วย

“เเลนด์บริดจ์” เส้นทางการขนส่งและการค้าแห่งใหม่ของไทย

ประเภทของ ตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้ในการขนส่งทางเรือ

ประเภทของ ตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้ในการขนส่งทางเรือ

1. Dry Container

2. Reefer Container

3. Open Top Container

4. Flat Rack Container

5. ISO Tank Container

6. Ventilated Container

อ่านเพิ่มเติมในเรื่อง “ประเภทและขนาดตู้คอนเทนเนอร์

3. เรื่องน่ารู้การขนย้ายคอนเทนเนอร์ในท่าเรือ

3.1 เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ (Container Vessel)

เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ เป็นเรือที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในการบรรทุกตู้สินค้าโดยเฉพาะ เรือสินค้า
แต่ละลำ จะมีที่ยกตู้ที่เรียกว่า Quay Cranes ประมาณ 1-4 ตัว โดย Crane แต่ละตัวจะลำเลียงตู้ ที่วางอยู่ตามความลึกของเรือ ซึ่งจะมีการเรียงกันเป็น Column ในปัจจุบันเรือบรรทุกโดยเฉลี่ยจะเป็นประมาณ 2,700 TEU แต่เรือที่มีขนาดใหญ่ที่อยู่ในชั้นที่เรียกว่า SX Class หรือที่เรียกว่า Super Post Panamaxx จะมีความยาวโดยเฉลี่ย 320X330 เมตร กินน้ำลึก ประมาณ 13-14 เมตร มีความกว้างวางคอนเทนเนอร์ได้ 20-22 แถว ซึ่งสามารถบรรทุกตู้สินค้าได้สูงสุดถึง 8,000 TEU
ทั้งนี้ เรือที่มีขนาดใหญ่กว่า ในชั้น Malaccamax ซึ่งจะสามารถขนย้ายตู้ คอนเทนเนอร์ได้ 18,000 TEU โดยขนาดเรือที่ใหญ่ขึ้นมากนี้ จะมีผลทำให้ต้นทุนโดยรวมจะลดลง เนื่องจากลดต้นทุนแปรผัน ที่เรียกว่า Variable Cost ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับแรงงาน

เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ เป็นเรือที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในการบรรทุกตู้สินค้าโดยเฉพาะ เรือสินค้า

3.2 วิธีการขนย้ายคอนเทนเนอร์ในท่าเรือ

การขนย้ายสินค้าในท่าเรือ มีกระบวนการดังต่อไปนี้

  1. Stacking Lanes เป็นการจัดย้ายสินค้าไปวางเรียงกอง ซึ่งจะมีการวางเป็นชั้น ที่เรียกว่า Stack ซึ่ง โดยปกติจะมีการวางเรียงคอนเทนเนอร์ไว้ 4-5 ชั้น โดยมีความกว้างของช่องทาง ที่เรียกว่า Gantry Crane เป็นเครื่องมือในการขนย้าย ซึ่งปัจจุบันในหลายที่ได้นำระบบ Computer Right เข้ามากำหนด Location ในการวางตู้ โดยมีหอ Control Room ใช้ในการควบคุมการทำงาน
  2. การเคลื่อนย้ายคอนเทนเนอร์ไปไว้หน้าท่า ซึ่งอาจจะใช้ตัว Gantry Crane หรืออาจอาศัยรถยกที่ เรียกว่า Top ทำหน้าที่ในการเคลื่อนย้าย
  3. การ SIot Stacking เป็นการยกตู้สินค้าที่วางอยู่บริเวณหน้าท่า Quay ขึ้นไปวางไว้บนเรือ โดยมี Quay Crane คือ Crane ที่อยู่หน้าท่าทำหน้าที่ในการขนย้าย

3.3 ท่าเรือหลัก

สำหรับ ประเทศไทยมีท่าเรือหลักที่สำคัญ คือ

  1. ท่าเรือกรุงเทพฯ จะมีตู้เข้า-ออกประมาณเกือบ 1 ล้าน ตู้ ต่อปี
  2. ท่าเรือแหลมฉบัง จะมีตู้เข้า และ ออกประมาณ 2.9-3.0 ล้าน TEU
  3. นอกจากนี้ ยังมี ท่าเรือมาบตาพุด , ท่าเรือน้ำลึกสงขลา , ท่าเรือสตูล

ซึ่งประเทศไทยเอง ยังต้องแข่งขันกับหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ หรือ ฮ่องกง ซึ่งจะมีตู้เข้า-ออก ปีละประมาณ 17.04 ล้าน TEU

TEU ย่อมาจาก Twenty foot Equivalent Unit

ตู้คอนเทนเนอร์ใช้แล้ว

     จากปริมาณตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากในระบบขนส่งทางเรือ ทำให้มีตู้มือ 2 ที่ไม่ได้ใช้ขนส่งสินค้าแล้วเช่นกัน  และด้วยปริมาณขนาดนั้น จึงได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ จนเกิดเป็นธุรกิจ ซึ่งในที่นี้จะขอยกตัวอย่างธุรกิจที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ตู้คอนเทนเนอร์มือ 2 ดังนี้

  • คอนเทนเนอร์ดัดแปลงเป็นบ้านหรือรีสอร์ต
  • คอนเทรนเนอร์ดัดแปลงเป็นร้านค้า
  • ตู้คอนเทรนเนอร์ดัดแปลงสำหรับร้านอาหาร
  • ตู้คอนเทรนเนอร์ดัดแปลงเป็นสำนักงาน ออฟฟิศ
  • โครงการบ้านพัก
  • ร้านกาแฟ
  • ตู้เก็บสินค้า
  • ตู้เก็บเครื่องมือการเกษตร
  • ที่พักคนงานได้
  • บริการให้เช่าตู้ออฟฟิศชั่วคราว
  • ให้เช่าที่เก็บของ
  • ที่พักชั่วคราว ในสวน 

จะเห็นว่าสามารถนำตู้ฯ มือ 2 มาสร้างประโยชน์ สร้างอาชีพ รวมทั้งใช้ประโยชน์กับอาชีพอื่น ๆ ได้อีกไม่น้อย

By admin

Related Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *